|
ตำน้ำพริกละลายน้ำย่อย
นอกจากน้ำพริกจะเป็นกับข้าวพื้นฐานของไทยแล้ว
น้ำพริกก็ยังเป็นศูนย์กลาง
ของสำรับซึ่งมีกับข้าวหลายอย่าง
น้ำพริกจะต้องตั้งอยู่ตรงกลางและกับข้าวอื่นๆ
ที่จะมาแวดล้อมประกอบเป็นสำรับนั้นในการทำจะต้องคำนึงถึงน้ำพริกก่อนว่าเป็น
น้ำพริกอะไร
น้ำพริกนั้น
นอกจากจะเป็นกับข้าวของไทยแล้ว ยังเป็นวัฒนธรรมไทย
อย่างหนึ่ง คนไทย ต้องรู้จักน้ำพริก ต้องรับประทานน้ำพริกให้เป็น
หมายความว่า
จะต้องรู้วิธีว่า จะเอาอะไรจิ้มกับน้ำพริก แนมด้วยปลาย่างหรือปลาทอด
เหล่านี้
เป็นวัฒนธรรมไทยซึ่งมีมาแต่โบร่ำโบราณทั้งสิ้น
(ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช)
เชื่อว่า
พวกเราคนไทยคงไม่มีใครไม่รู้จัก ม. ร. ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
กันนะคะ
ท่านเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงแทบจะทุกด้านในสังคมบ้านเรา
ไม่ว่าจะในฐานะ
นักการเมือง นักแสดง นักเขียน หรือสื่อมวลชน ท่านก็โดดเด่นมาแล้วทั้งนั้น
และสำหรับเรื่องสำรับกับข้าว ท่านก็ยังเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเอกในวงการอีกด้วยนะคะ
ใครที้เกิดทันอ่านสยามรัฐสมัยก่อนคงได้เห็นคอลัมน์ซอยสวนพลูที่ท่านเขียนเรื่อง
อาหารให้อ่านกันนะคะ สนุกราวกับว่าไม่ใช่คอลัมน์ทำกับข้าวเลยเชียวค่ะ
น้ำพริก
เป็นอาหารที่เราคุ้นเคยกันดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีหลากหลายจน
แม่อบเชยเหนื่อยแทบขาดใจเวลาอธิบายเรื่องน้ำพริกให้ฝรั่งฟัง
อย่าว่าแต่ฝรั่งมังค่า
เลยค่ะเพราะขนาดเพื่อนคนไทยกันเองในปัจจุบันนี้ก็ยังรู้จักอยู่เพียงไม่กี่ชนิด
เท่านั้นเอง และที่สำคัญก็ยิ่งรู้กันน้อยลงไปว่า น้ำพริกแต่ละอย่างน่ะ
มีที่มาหรือที่ไป
อย่างไร มีอะไรเป็นส่วนประกอบ และรับประทานกันอย่างไร
ควรจะเป็นผักชนิดไหน
และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เชื่อเถอะค่ะว่า หาคำตอบกันยากกว่าเล่นเกมเศรษฐี
อย่างไม่ต้องสงสัยเพราะน้ำพริกบ้านเรานั้น มีหลายชนิดจนบางคนบอกว่ากินไม่ซ้ำ
รายการตลอดชีวิตยังไม่หมดเลยค่ะ ดูเหมือนประโยคนี้จะกล่าวเกินจริงไปสักหน่อย
แต่ลองฟังนิทานเรื่องนี้สิคะ แล้วจะเชื่อว่า ประโยคข้างต้นไม่เกินจริงค่ะ
พระราชาพระองค์หนึ่ง
เกิดจะเลียนแบบพระเจ้ากาหลิบแห่งนิทานพันหนึ่ง
ราตรีของอาหรับขึ้นมาเลย ประกาศว่า แต่ละคืนให้หาสนมมาเข้าเฝ้าหนึ่งนาง
และรุ่งขึ้นให้ประหารเสีย แต่มีสนมนางหนึ่งที่แสนจะฉลาดเหลือหลาย
รู้ว่าผู้ชาย
นั้นความรักเดินทางผ่านปากสู่กระเพาะเลยเล่าเรื่องการทำน้ำพริกถวายในคืนแรก
และด้วยลีลาของนักเล่านิทานชั้นเยี่ยมทำให้พระราชาเกิดอยากจะเสวยน้ำพริก
ชนิดนั้นขึ้นมา เลยปล่อยให้สนมนางมีชีวิตต่ออีกหนึ่งวันเพื่อทำน้ำพริกถวาย
และคืนต่อมาก็เป็นเช่นนี้ทุกคืนๆ สนมนางนั้นก็มีชีวิตรอดเรื่อยมา
ในนิทานเล่าว่า
สนมนางนั้นไปแก่ตายเอาตอนเล่าถึงน้ำพริกเครื่องหลน นั่นหมายความว่าขนาดเล่า
เรื่องน้ำพริกตั้งแต่สาวจนแก่ตาย รายการน้ำพริกก็ยังไม่หมดสต็อกเลยด้วยซ้ำ
"แซบอีหลีเด้อค่า
"
เมื่อไม่นานมานี้ก่อนละครหลังข่าวเรื่องพันท้ายนรสิงห์จะออกอากาศนั้น
เพื่อนของแม่อบเชยซึ่งเป็นครูประถมในโครงการนำร่องประเภทเรียนโดยไม่ต้อง
ท่องมาเล่าเรื่องชวนอมยิ้มให้ฟังค่ะ เธอถามนักเรียนว่า
นักเรียนคะ มีใครรู้จัก
พันท้ายนรสิงห์ ไหมคะ เด็กตัวเท่าเมี่ยงคนหนึ่งยกมือขึ้นขอตอบด้วยความมั่นใจ
เต็มร้อยว่า รู้จักครับ บ้านผมก็มี ครูถึงกับอึ้งกิมกี่และต้องขอให้นักเรียนอรรถาธิบาย
ว่าเพราะอะไร พันท้ายนรสิงห์ วีรบุรุษแห่งความซื่อตรง
จึงได้ไปอยู่ที่บ้าน
นักเรียนได้ นักเรียนจึงได้ไขข้อข้องใจให้ครูว่า มีจริงๆ
นะครับ ตอนเช้าๆ คุณยาย
ยังเอาทาขนมปังรับประทานเลย แต่ผมไม่ค่อยชอบครับ กลิ่นแปลก
ๆ กว่าครูจะถึง
บางอ้อ ว่านักเรียนหมายถึงน้ำพริกเผาตราพันท้ายนรสิงห์ก็หลงอยู่บางระเง็งตั้งนาน
สองนาน แต่ความจริง จากเรื่องที่เพื่อนแม่อบเชยเล่ามานี้ก็พอจะบอกได้เหมือนกัน
นะคะว่า เด็กรุ่นเรียนแบบไม่ท่อง สอนจากสิ่งแวดล้อมนั่นน่ะ
รู้จักน้ำพริกซึ่งยังพอมี
ในสิ่งแวดล้อมมากกว่าวีรบุรุษในประวัติศาสตร์เสียอีกค่ะ
ไม่รู้ว่าจะน่าดีใจหรือเปล่า
นะคะ
วันนี้แม่อบเชยขอจบเรื่องน้ำพริกลงตรงนี้ก่อนนะคะ
เพราะว่าถ้าให้เล่าให้ครบ
ทุกเรื่องก็คงเขียนจบตอนแก่หง่อมเป็นสนมนางนั้นไปด้วยเหมือนกันแหละค่ะ
วันหลังเราค่อยมาว่ากันด้วย น้ำพริกกันใหม่นะคะ ทั้งถ้วยเก่า
ถ้วยใหม่ ถ้วยไหนๆ
เราก็จะไม่เว้นกันล่ะค่ะ
|