|
"นักบุญกะเพรา
ผู้บันดาลอาหารจานด่วนรายการสุดท้าย"
ใครหนอช่างใจร้าย
..ตั้งชื่อให้อาหารจานด่วนที่ช่วยชีวิตแม่อบเชยทุกครั้งที่
ความคิดสร้างสรรค์ด้านการกินเริ่มตีบตัน หาทางออกให้ปาก
กระเพาะและความหิว
ไม่ได้ ว่า "ผัดสิ้นคิด"
เคยได้ยินชื่อนี้กันไหมคะ
ชื่อที่แม่อบเชยเพิ่งจะเปรยไปนี่น่ะค่ะ มันหมายถึง
อาหารชนิดหนึ่งที่มีเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น ปลาหมึก
กุ้ง ไก่ หมู หรือ
ทุกอย่างรวมกัน ผัด กับพริกให้จามกันระเบิดเถิดเทิงไปแล้วก็ใส่ใบกะเพราลงไปเป็นรายการสุดท้าย เพื่อไปกระตุ้นต่อมในจมูกคน ที่ได้กลิ่นให้จามกันจนโล่งจมูกไปเลย
พร้อมกับจะมีเสียงแว่วมากำกับว่า "ใครวะ? สั่งผัดกะเพรา"
ความจริงก็น่าจะน้อยใจแทนพริกเหมือนกันนะคะที่อุตส่าห์มาผสมอยู่ใน
อาหารจานนี้ก็ไม่น้อย แต่เวลาเรียกขานกลับไม่สนใจจะให้เกียรติพริกกันเลย
พูดถึงแต่
กะเพราๆ เท่านั้นเอง และยิ่งมิตรรักแฟนเพลงแม่อบเชยคนหนึ่ง
เธอเป็นคนไม่รับ
ประทานผักเอาเสียเลย แม้แต่วิญญานผักติดมาก็ไม่ได้เธอจะกางช้อนส้อมเป็นรูปไม้
กางเขน กันผีผักทันทีเลยค่ะ เวลาเธอสั่งข้าวผัดกะเพราเธอก็จะหมายเหตุไปเสมอว่า
แต่อย่าใส่กะเพรามาให้เห็นนะคะ เพราะว่าไม่กินผัก แม่ค้าคนไหนคนนั้นมีเครื่อง
หมายคำถาม ปรากฏขึ้นบนหน้าผากทันทีทุกคนเลยค่ะ แต่ถ้าหากรู้จักคุณมุกเธอไป
สักพักก็จะเข้าใจว่าเธอให้ใส่กะเพราเพื่อเอากลิ่น แต่แล้วก่อนนำมาเสิร์ฟก็จะต้องเขี่ย
ทิ้งให้หมด อย่าให้เธอเห็น ไม่อย่างนั้นเธอเป็นไม่รับประทานกันเลยทีเดียว
แต่สำหรับพริกเขียวๆ แดง ๆที่ใส่ไปด้วยนั้น เป็นข้อยกเว้นเหลือไว้ประดับจานได้ค่ะ
เรื่องกินเรื่องอยู่นี่จะว่ากันก็ไม่ได้นะคะ เพราะว่ามันเป็นเรื่อง
ลางเนื้อชอบลางยา
จริงๆ ค่ะ
กะเพราเป็นผักสวนครัวที่บางคนอาจจะสับสนกับใบแมงลักและโหระพาค่ะ
ความแตกต่างอยู่ตรงไหน ใบแมงลักจะสีอ่อนกว่า และใบจะยาวเรียวกว่า
และมีขน
เล็กน้อย ส่วนใบโหระพานั้นจะใบเรียวยาว ไม่มีขนค่ะ แต่ก็ไม่ถึงกับมันวาวหรอก
นะคะ ส่วนใบกะเพราก็จะไม่เรียวยาวแต่จะยาวรีนิดหน่อย มีขนเล็กน้อย
และสีจะ
เข้มๆ ค่ะ กลิ่นของผักทั้งสามชนิดนี้ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ
รวมไปถึงวิธีการ
บริโภคด้วยนะคะ คือ ใบแมงลักรับประทานกับขนมจีนน้ำยา ส่วนใบโหระพาก็เคียง
ลาบหรือน้ำตก รวมทั้งก๋วยเตี๋ยวเนื้อด้วยค่ะ อร่อยอย่าบอกใคร
(เพราะเดี๋ยวเขา
ไปแย่ง กินหมดค่ะ) ส่วนกะเพรานะเหรอคะก็นี่แหละค่ะเรากำลังจะมาว่ากันต่ออยู่เลย
ทีเดียวถึงอรรถประโยชน์แห่งใบกะเพรา
กระเพรา (Holy Basil) ปลูกง่ายปลูกง่ายมากค่ะ เพียงโรยเมล็ดแก่ ลงไปในกระถามที่มีดิน แล้วรดน้ำให้ชุ่ม ไม่นานก็งอกเป็นต้น หรือใจร้อนกันสักหน่อย ก็เพียงเลือกกะเพรากิ่งแก่ ๆ ที่เราซื้อมาทำอาหารนั่นแหละค่ะ หรือว่าจะประหยัด ก็ที่เราขอมาจากเพื่อนบ้านก็ได้ ปักลงไปในดิน หมั่นรดน้ำเสียหน่อย ไม่นานก็ได้กะเพราไว้กินแล้วค่ะ
พอกะเพรา แตกกิ่งแตกใบ ก็ต้องอย่าไปทะนุถนอมมันมากนักนะคะ
ขยันเด็ดไปใช้กันได้เลยค่ะ แจกเพื่อนบ้านด้วยก็ได้ค่ะโดยเฉพาะบ้านที่เราไปขอ
กิ่งเขามานั่นแหละค่ะหากวัน ไหน เขาไม่มีนโยบายจะใช้กะเพราทำอะไร
ก็แนะนำให้เขาไป ผัดกะเพราเสียก็ได้ เพราะธรรมชาติของผักประเภทนี้
ยิ่งเด็ดก็จะยิ่งแตกใบใหม่มา ให้ค่ะ
กระเพรามีสรรพคุณทางยาหลายประการเชียวนะคะ
เช่นว่าตำกับน้ำมะกรูด
ผสมน้ำปูนแดง สำหรับทาท้องขับลม แก้จุกเสียดหรือปวดท้องเพราะอาหารไม่ย่อย
ก็ได้ค่ะ อาจจะไม่เหมาะกับผู้ใหญ่เพราะเปิดท้องไปก็เจอรอยปูนแดงคาดไว้เชียว
ส่วนสำหรับเด็กก็ต้องระวังกันหน่อยเพราะว่าปูนแดงมีคุณมบัติเป็นด่างที่อาจจะกัด
ผิวอ่อนๆ ของเด็กได้ค่ะ นอกจากนี้นะคะในสมัยก่อนนั้นเขายังใช้ใบกะเพราชง
น้ำร้อนดื่มแทนใบชาเลยค่ะ เพราะว่ามีสรรพคุณขับลมได้เป็นอย่างดี
กระเพราในประเทศอินเดียและเนปาลนั้น
ได้รับการเคารพบูชาในฐานะพืช
ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นตัวแทน ของของพระนางลักษมี พระชายาของพระวิษณุ
ทุกบ้านจึง
ปลูกเอา ไว้เพื่อใช้ในพิธีกรรมต่างๆ ส่วนชาวคริสต์บางนิกายนั้นก็เชื่อกันว่า
เหนือหลุมฝังพระศพของพระเยซูนั้นได้มีพืชที่มีกลิ่นหอมประหลาดชนิดหนึ่งงอก
งามขึ้นมาเมื่อได้กลิ่นแล้ว จะปลอดโปร่ง สบายใจชาวคริสต์นิกายดังกล่าวจึง
ให้ความสำคัญกับพืชชนิดนั้นกันว่าเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีการนำมา
สกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เพื่อการบำบัดแบบ Aroma therapy
ด้วยค่ะ และยิ่ง
ไปกว่านั้น ถึงกับมีวันสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับกะเพราโดยตรงด้วยนะคะ
ชื่อ
Saint Basil's Day ค่ะ เพราะชื่อนี้ไปคล้องกับชื่อนักบุญนาม
"เบซิล" หรือ
"กะเพรา" ตามภาษาบ้านเรานั่นเองค่ะ
กลับไปที่ต้นเรื่องกันสักหน่อยค่ะ
ที่คนใจร้ายคนไหนได้ตั้งชื่อผัดกะเพรา
ให้เป็นผัดสิ้นคิดนั่นแหละค่ะ แม่อบเชยคิดว่าน่าจะหาชื่อที่สำนึกในบุญคุณของ
รายการอาหารยอดนิยมยากยากจานนี้ใหม่ด้วยซ้ำนะคะ เมื่อเร็วๆ
นี้แม่อบเชยกับเพื่อนคิดจะเปิด ร้านอาหารกันค่ะตั้งใจว่าจะขายผัดกะเพราอย่างเดียว
เท่านั้น เพื่อเป็นเกียรติให้กับ อาหารที่เลียงชีพเรามาเวลานึกรายการอื่นไม่ออก
เราเลยตั้งชื่อร้านเป็นภาษาปะกิดว่า "Last Minute Restaurant"
ค่ะ
ใครได้ฟังต่างชื่นชมค่ะ แต่พอบอกว่าจะขายเพียงผัดกะเพราอย่างเดียว
เพื่อนส่ายหัว
แล้วบอกเลยค่ะว่า เปลี่ยนชื่อดีกว่าเป็น "ตั้งเตรียมเจ๊ง"
แหม
ฟังดูแล้วมันเฮง(ซ_ย)
เหลือหลายเราเลยต้องพับโครงการกันเอาไว้ก่อน หาชื่อที่เฮงอย่างเดียวได้เมื่อไหร่
ค่อยว่ากันอีกทีค่ะ
|