::
::
 


"หูฉลาม โซดาไฟ เยาวราชและสารปรอท"
ช่วงนี้ข่าวเรื่องหูฉลามกำลังมาแรงนะคะ คุณผู้อ่านกระเป๋าหนักทั้งหลาย
ของแม่อบเชย หลายท่านอาจจะรู้สึกว่าฝรั่งมังค่ามาทำตัวเป็นมารคอหอยอีกแล้ว
เพราะกำลังเอร็ดอร่อยกับซุปหูฉลามชามโตอยู่ดีๆ ก็มีคนมาบอกว่ามีสารพิษผสม
อยู่ตั้งหลายอย่าง ทั้งสารปรอทที่สะสมอยู่ตั้ง 42 เปอร์เซ็นต์ และมีโซดาไฟที่คน
ขาย เพิ่มเข้าไปเพื่อให้มีปริมาณมากขึ้น เล่นเอาตกอกตกใจกันไปหมดทั้งบาง
ทำไมหูฉลามจึงเป็นที่นิยม ก็เพราะปลาฉลามนั้นได้ชื่อว่าเป็นเจ้าสมุทร
มีความแข็งแรงและรวดเร็วเป็นเลิศ จึงเป็นที่เชื่อกันว่า หากเราได้รับประทาน
ปลาฉลาม ส่วนใดส่วนหนึ่งก็จะทำให้แข็งแรง มีกำลังวังชาประหนึ่งปลาฉลาม
โดยเฉพาะหนุ่มน้อยแต่แก่มากทั้งหลายที่เกรงว่าจะเตะปี๊บไม่ดังนั้น ยิ่งขวนขวาย
หากันมาบำรุงเพื่อให้กลายเป็นหนุ่มวันคะนองกันอยู่บ่อยๆ หลายครั้งที่เลยเถิดจาก
หูฉลามไปเป็นอุ้งตีนหมี ดีงู และอะไรอื่นอีกที่พิลึกพิเรนทร์กันจนนึกไม่ถึงก็มีค่ะ
"หูฉลาม" ความจริงไม่ใช่หูของฉลามหรอกนะคะ เป็นครีบของฉลามค่ะ
อาจจะเป็น ครีบหลัง ครีบก้น ครีบหู ครีบหาง ครีบด้านบน ซึ่งเป็นไฟเบอร์ โปรตีน
ชนิดหนึ่งที่ร้อยถักทอจนเป็นกระดูกอ่อนแต่พอเอามาทำให้เป็นอาหารประเภทนี้
ก็เรียก "หู" กันทั้งนั้นค่ะ แต่ในภาษาอังกฤษเขาก็เรียกตรงตัวนะคะว่า Shark fin
เคยมีเพื่อนแม่อบเชยแปลให้ลูกทัวร์ฟังว่า Shark ear ฝรั่งงงเต๊กว่าหูปลาฉลาม
อยู่ตรงไหน เพราะสัตว์ประเภทนี้ใช้ Lateral line ที่เป็นเส้นข้างลำตัวในการ
รับรู้คลื่นเสียง ไม่มีหูค่ะ
เมื่อพูดถึงหูฉลาม ก็ต้องนึกถึงราคาของหูฉลามทันทีเลยค่ะ หูฉลามแห้ง
ยังไม่ปรุงเป็นเมนูราคาก็ตกประมาณ 3,000-60,000 บาท/กิโลกรัมค่ะ ขึ้นอยู่กับว่า
ขนาดเล็กหรือใหญ่ เป็นครีบของฉลามขาว ฉลามดำ หรือฉลามน้ำเงิน และถ้าเป็น
ครีบ หรือหูฉลามวาฬที่มีความยาวถึงเมตรละก็ว่ากันว่าขายกันครีบละเป็นแสน
ส่วนหูฉลามที่ปรุงแล้วไม่ว่าจะแบบไหน ราคาจะตกถ้วยละประมาณ 500-2,000
กว่าบาท ช่างเป็นอาหารที่แพงเสียนี่กระไร
เมื่อราคาไต่อยู่สูงขนาดนั้น ก็คงสงสัยกันแล้วใช่ไหมคะว่า มีคุณค่าทางอาหาร
สูงอย่างที่เข้าใจกันหรือเปล่า ความจริงแล้ว คุณค่าทางอาหารจากหูปลาฉลามมีค่ะ
แต่ว่าไม่มาก อย่างที่เราพูดกันไปแล้วนะคะว่า ไฟเบอร์ โปรตีนที่ประกอบเป็น "หู"
ปลาฉลามนั้น เป็นโปรตีนที่ให้คุณค่าทางโภชนาการต่ำมาก หรือจะเรียกว่าแทบไม่มี
ประโยชน์เลยก็ได้ นอกจากนี้ อาจจะมีธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม ไขมัน อีกอย่างละเล็ก
น้อยเท่านั้นเอง เมื่อเทียบกับสนนราคาที่ลิบลิ่ว รวมทั้งวิธีการล่า "หู" ที่ดูจะทารุณ
โหดร้ายไปหน่อยนั้น แม่อบเชยว่า ไม่คุ้มกันเลยค่ะ
สารปรอทมาผสมอยู่ในหูฉลามได้อย่างไร ก็เพราะว่าปลาฉลามนั้นอาศัยอยู่
ในน้ำลึก อาจจะกินปลาเล็กปลาน้อยที่มีปรอทสะสมอยู่เข้าไปมากจึงเกิดการสะสม
ขึ้นมา และสารปรอทนั้นเมื่อซึมเข้ากระแสเลือดจะทำลายระบบประสาท เม็ดเลือด
กระดูก ไขมัน ค่ะ แต่ว่าอาจจะน้อยกว่าโซดาไฟที่นำมาใช้แช่หูฉลามมากกว่า เพราะ
หูฉลามนั้นจะแข็งมาก จะนำมากินต้องต้มต้องตุ๋นใช้เวลากันเป็นวัน ๆ กว่าจะนิ่ม
ดังนั้นภัตตาคารบางแห่งจึงเอาโซดาไฟมาแช่หูฉลามให้นิ่มทันใจลูกค้า ซึ่งตรงนี้
แหละค่ะ จุดอันตรายของแท้ ขนาดไฟเบอร์ปลาฉลามยังนิ่มได้ แล้วเซลล์ร่างกาย
เรามันจะไปเหลือหรือ ส่วนสารปรอทนั้นผู้เชี่ยวชาญออกมาให้ข้อมูลแล้วค่ะว่า
ถ้าคนจะตายเพราะพิษสารปรอทจากการกินหูฉลามละก็ ต้องฟาดเข้าไปทีเดียว 500
กิโลกรัมหรือประมาณ 5,000 ถ้วย ต้องใช้เงินเป็นล้าน ๆ มีหวังหมดตัวก่อนจะตาย!

นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการที่เห็นแก่ตัวเกินไป ต้องการที่จะทำให้หูฉลามอัน
เล็กๆ ขยายขนาดขึ้นเพื่อที่จะขายได้ปริมาณมากขึ้น ผสมสารเคมีบางอย่างลงไปเพื่อ
ให้เซลล์ของหูฉลามพองตัว และดูเหมือนมีปริมาณมาก โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงสุขภาพ
ของผู้บริโภคกันเสียเลย แม่อบเชยยิ่งเห็นว่า หูฉลามราคาแพงลิบนั้นจะทำให้สุขภาพ
เสื่อมลงเสียมากกว่าแข็งแรงนะคะ แม้ว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังวิเคราะห์
ไม่ได้ค่ะ ว่าเป็นสารประเภทใดกันแน่ก็ตาม ความจริงนะคะ แค่สารปรอทและ
โซดาไฟยังไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ คนไทยเราน่ะ ภูมิต้านทานสูง แต่ "สารสตางค์"
ที่ต้องใช้ปริมาณมากนี่สิคะ ทำให้แม่อบเชยได้คำพังเพยใหม่ค่ะ
"ห่างลิง ให้ห่างศอก ห่างวอกให้ห่างวา ห่างหูฉลามนั่นหนา ให้ห่างร้อย
โยชน์พันโยชน์"

ThaiFoodDB

อาหารไทย | สูตรอาหารไทย | รู้ไว้ใช่ว่า

Copyright ฉ 2000 Thaifood DB dot com. All rights reserved.
For more information please contact webcookie