|
ขุดตำนานส้มสุกลูกไม้ไทยตอนที่
1 "ทำไมกระต่ายจึงตื่นตูม"
หลังจากที่ได้ไปเยี่ยมบ้านพิพิธภัณฑ์ของคุณเอนก
นาวิกมูลมาเมื่อสัปดาห์
ที่แล้ว แม่อบเชยก็หวนหาอดีตอย่างบอกไม่ถูกค่ะ พอกลับมาบ้านก็รื้อค้นจนกระจุย
ไปครึ่งบ้านเผื่อว่าจะพบเจออะไรพอที่จะนำไปฝากรวมไว้ในพิพิธภัณฑ์ของคุณเอนก
ที่มีแนวความคิดว่าเก็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่าแล้วนั่นเองค่ะ
โชคดีเหลือเกินค่ะ
ที่ข้าวของเครื่องใช้ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่ของที่
เสื่อมสลายง่ายนัก เช่น ของเล่นสังกะสี เป็นต้น ก็เลยมีหลงเหลือมาให้ลูกหลาน
ได้ชื่นชม หลังจากบ้านถูกค้นไปแล้วเกินกว่าครึ่งก็พบเมล็ด
"มะตูม" ห่อหนึ่งถูกซุก
เอาไว้ท่ามกลางของสะสมที่ไม่ได้ตั้งใจสะสมค่ะ แหม
มันถูกซุกเอาไว้ลึกลับ
ประหนึ่งนายกฯ ซุกหุ้นเชียวล่ะค่ะ
เมล็ดมะตูมห่อนี้มีที่มาค่ะ
เมื่อหลายปีที่แล้วแม่อบเชยไปเก็บมาจากบ้านยาย
ที่ต่างจังหวัดค่ะ แอบหวังเอาไว้ว่าจะมาปลูก แล้วก็ปลูกไม่ได้ค่ะ
เพราะว่ามะตูม
เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ แต่ระเบียงหลังบ้านแม่อบเชยนั้นกว้างไม่เกินที่แมวดิ้นตาย
แม้ว่าจะพยายามนำเมล็ดมะตูมนั้นไปฉายรังสีดัดแปลงพันธุกรรมอย่างไรมันก็ไม่
สามารถกลายเป็นไม้ดัดพันธุ์บอนไซพอที่จะปลูกได้ ก็เลยเอาไปเก็บไว้จนเกือบลืม
ไปเลยค่ะ
พอเห็นเมล็ดมะตูม
อดีตอันดูดดื่มของแม่อบเชยระหว่างมะตูมกับลมหนาว
ก็มาเยือนทันทีเลยค่ะ ลมหนาวมาพัดมาเมื่อไหร่ จะต้องได้เห็นว่าวจุฬาและ
เสียงสนูดุ๊ยดุ่ยแว่วมาเสมอๆ ข้าวเหนียวใหม่นึ่งร้อนๆ
คลุกมะตูมสุกเหลืองละออ
หอมกรุ่นก็พลอยลอยมาปะทะจมูกในเวลาเดียวกันด้วยค่ะ เชื่อไหมล่ะคะ
ข้าวเหนียวนึ่งคลุกมะตูมสุกนั้น อร่อย
สงสัยใช่ไหมคะว่า
ว่าวและมะตูมมาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร ปัจจุบันนี้
อาจจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องมากนัก เพราะมีกาวสารพัดชนิดถูกผลิตขึ้นมาให้เลือกใช้
ไม่หวาดไม่ไหว แต่ในสมัยก่อนนั้น ยางมะตูมนี่แหละค่ะ เป็นกาวชนิดยอดเยี่ยม
ในการปิดกระดาษว่าวเพราะว่าจะทำให้ว่าวเบาและติดลมดีมากเลยค่ะ
แถมแสนจะ
ประจวบเหมาะเพราะว่ามะตูมจะสุกในหน้าหนาวที่คนเขาเล่นว่าวกันพอดิบพอดีค่ะ
เรื่องราวที่จะเว้นไปเสียมิได้กับเรื่องราวของมะตูมสุกก็คือว่ามาเกี่ยวข้อง
อย่างไรกับปากท้องของเรา ก็ช่วงเวลาที่เด็กๆ นักเล่นว่าว
(เน้นว่า "เล่นว่าว" ค่ะ)
ควักเอายางมะตูมไปปิดกระดาษว่าว เด็กๆ นักกินอย่างเราก็ควักเอาเนื้อมะตูมสุก
มาคลุกข้าวเหนียวใหม่นึ่งร้อนๆ กินเล่น ๆ อร่อยเหาะไปเลยล่ะค่ะ
แม้ว่าจะเป็นเพียง
"ข้าวใหม่" ที่ไม่มี "ปลามัน" ก็ตาม อย่างอื่นแทบจะไม่ต้องพูดถึงกันเลยทีเดียว
เราย้อนกลับไปดูมะตูมอ่อนกันสักหน่อยนะคะว่า
หากมะตูมยังไม่สุกนั้น
จะเอื้อประโยชน์อะไรต่อปากท้องของเราได้บ้าง มะตูมอ่อนก็สามารถรับประทาน
ได้ค่ะ แต่ว่ามีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป มะตูมที่ยังอ่อนอยู่ให้นำมาฝานเปลือก
ออกแล้วหั่นเป็นแว่นบางๆ นำไปแช่อิ่มเป็นขนมหวานหรือเคลือบน้ำตาล
เป็นมะตูม
แว่นรับประทานเล่นๆ ก็ได้ค่ะ แถมมีสรรพคุณทางยาด้วยนะคะ
จะช่วยให้เลือดลม
ไหลเวียนดีค่ะ ส่วนท่านที่เป็นนักดื่มนั้น มะตูมก็สามารถตอบสนองความเป็นนักดื่ม
ของท่านได้ด้วยการนำมะตูมอ่อนไปหั่นเป็นแว่นตากแดดให้แห้งแล้วนำมาต้มน้ำดื่ม
หรือจิบ ก็ตามแต่ใจจะปรารถนากันแล้วล่ะค่ะ หากนำไปย่างไผอ่อนแล้วละก็จะ
หอมมากยิ่งขึ้นค่ะ และในปัจจุบันนี้ยิ่งสะดวกมากขึ้นเมื่อมีคนนำมะตูมไปทำมะตูมผง
ชงน้ำร้อนก็พร้อมดื่มแล้วค่ะ หอมกรุ่นกลิ่นมะตูม กระตุ้นเลือดลมได้ดีเป็นยิ่งนัก
หรือหากชอบเครื่องดื่มประเภทเย็นๆ ก็นำไปแช่เย็นเสียหน่อย
หรือจะใส่น้ำแข็ง
ลงไปก็เย็นชื่นใจยิ่งขึ้นค่ะ
นอกจากมะตูมแก่มะตูมอ่อนจะเป็นประโยชน์ต่อกระเพาะของพวกเราแล้ว
นะคะ ใบมะตูมก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากันเลยค่ะ เพราะว่าใบมะตูมอ่อนนั้น
รับประทานแกล้มอาหารประเภทลาบหมู ลาบเป็ด ลาบไก่ หรือลาบปลาได้อร่อยมาก
ค่ะ กลิ่นใบมะตูมอ่อนจะหอมขึ้นจมูกนิด ๆช่วยดับกลิ่นคาวของอาหาร
เหลือไว้เพียง
กลิ่นอาหารที่หอมและรสชาติที่กลมกล่อมลงตัวค่ะ
(โปรดติดตาม
"ตำนานมะตูม"ในตอนต่อไปค่ะ)
|