::
::
 


จีเอ็มโอ...โกลด์ซีรีส์ จนวันนี้กับความไม่รู้ของผู้บริโภค (ตอน 2)

เรื่องนี้ประเทศทางยุโรปค่อนข้างจะมองเห็นภัยหลายอย่างชัดเจนเนื่องจาก
เคยมีประสบการณ์ในช่วงปี 1960 เรื่องยาแก้แพ้ทอง แล้วทำให้ทารกทาริกา
ชาวยุโรปค่อนประเทศในช่วงปีสองปีต่อมาแขนขาลีบ และนอกจากนี้ยุโรปเองก็ไม่ได้
ลงทุนอะไรมากมายนักกับค้นคว้าเรื่องนี้ จึงไม่มีปัจจัยอะไรที่จะมาทำให้ต้อง
สนับสนุนจีเอ็มโอ ต่างจากอเมริกาที่ลงทุนเพื่อพัฒนาไปนับแสนล้านบาท ดังนั้น
จึงจะต้องมีการเรียกทุนคืน เช่น การพัฒนาพืชและสัตว์ให้มีลักษณะสมบูรณ์แบบ
กว่าที่ธรรมชาติให้มา เป็นพืชที่ทนโรค ทนต่อสภาพภูมิอากาศ ให้ผลผลิตมาก
เก็บได้นานทำให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายสารเคมียาฆ่าแมลง ทำให้ต้นทุนสินค้าถูก
ส่งออกแข่งขันได้ง่าย และสำหรับสัตว์ก็ตัดต่อพันธุกรรมเพื่อให้ทนต่อโรคติดต่อ
มีเนื้อเยื่อหรือน้ำนมมากๆ ดังนั้น ผลิตภัณฑ์จากอเมริกา จึงดูเหมือนว่าจะมีคุณภาพ
ชนิดควบคุมได้อย่างยอดเยี่ยม แถมส่งออกในราคาที่ต่ำกว่าประเทศอื่น แล้วทำไม
ตลาดจะไม่ถูกตีแตกกระจุย ใช่ไหมคะ
ในขบวนการตัดต่อเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของจีเอ็มโอนั้น เกือบจะทุกครั้ง
ต้องใช้ไวรัสเป็นพาหะช่วยในการตัดต่อเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมค่ะ แล้วถ้าสมมติว่า
ไวรัส เกิดเล็ดลอดออกมาได้โดยความพลาดพลั้งของผู้ดำเนินการหรืออุบัติเหตุหรือ
ความประมาทอะไรก็ตามนั้น จะเกิดอะไรขึ้นคะ อาจจะก่อให้เกิดโศกนาฏกรรม
ไม่ยิ่ง หย่อนไปกว่าที่ปรากฏในหนังฮอลลีวูดอยู่บ่อยๆ หรอกค่ะ แถมการกระจาย
ของไวรัสนั้นสามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ง่ายมากค่ะ
แล้วทีนี้ล่ะเจ้าข้าเอ๊ย….หากมันลุกลามใหญ่โตขึ้นมาจริงๆ จนอาจเกินการควบคุม
มนุษย์อาจจะสูญพันธ์ไปก็ได้นะคะ…
แล้วถ้าสมมติว่า ขบวนการ GMO'S แพร่หลายต่อไป พืชหรือสัตว์ต่างก็
ผ่านการตัดต่อพันธุกรรมทั้งนั้นไม่มีการปลูกหรือเลี้ยงธรรมชาติ ดังนั้นพืชหรือสัตว์
ธรรมชาติบางชนิดก็อาจจะสูญพันธ์ได้นะคะ ความหลากหลายทางธรรมชาติก็จะ
ลดลง ดุลยภาพของระบบนิเวศน์ก็จะผิดเพี้ยนไป แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร อยู่กับโลก
ใบที่มีแต่มะเขือเทศ ข้าว ข้าวโพด มัน ปาล์ม อ้อย ถั่วเหลือง คะน้า ผักกาดขาว
และพริกจีเอ็มโอ ส่วนสัตว์ทั้งลหลาย ก็อาจจะเหลือเพียง วัว หมู ไก่ ปลา และหอยเชลล์ หรืออะไรอื่นอีก 2-3 ชนิดที่มนุษย์โลกชื่นชอบเหมือนๆ กันนั่นเองค่ะ
แล้วโลกเราจะน่าอยู่ได้อย่างไร ที่สำคัญนะคะ หากว่าเชื่อจุลชีพทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น
ไวรัสหรือบัคเตรีต่างๆ ที่ใช้ในการตัดต่อนั้น สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม
ได้พัฒนาตัวเองขึ้นมา จนสามารถก่ออันตรายต่อพืชหรือสัตว์นั้นได้ ก็จะทำให้
เกิดการระบาดอย่างรวดเร็วรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ เพราะตัวแปรทางธรรมชาติ
อื่นๆ ก็สูญหายไปหมดแล้ว….ไม่อยากสรุปด้วยประโยคข้างต้นเลยค่ะว่า มนุษย์
จักสูญพันธุ์….เพราะมันดูเลวร้ายเหลือเกิน
ทีนี้ เราลองมามองจีเอ็มโอในแง่ดีกันดูบ้างนะคะว่า สาเหตุของการคิดค้น
GMOs ขึ้นมานี้ ส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากว่า ความวิตกกังวลเรื่องความขาดแคลน
อาหารของประชากรโลกในอนาคต จึงได้มีการหาทางที่จะเพิ่มปริมาณเพื่อให้
เพียงพอกับความต้องการของประชากรโลก ดังนั้น หากว่าวันหนึ่งในอนาคตที่เรา
จำเป็นจะต้องบริโภคอาหารที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมนี้ เราเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน
แม่อบเชยว่า ก็คงเหมือนคำถามของใครๆ เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วว่าเราจะทนดมกลิ่น
ควันพิษกันได้อย่างไร หากมันควันคลุ้งไปประหนึ่งถูกไฟสุมอยู่ทั้งวันทั้งคืนทั่วเมือง
เช่นนี้ แต่เมื่อวันนี้มาถึง ปอดเราก็แข็งแรงกันพิลึก กรองได้ทุกอย่างยิ่งกว่ารายการ
"กรองสถานการณ์" เสียอีกค่ะ
นอกจากนี้นะคะ ในความเป็นจริงก็คือว่า ปัจจุบันนี้ก็ได้มีผลิตภัณฑ์ จีเอ็มโอ
จำนวนมากที่ปะปนอยู่ในตลาดแล้วค่ะ โดยเฉพาะในประเทศไทย เรามียากว่า 80
ชนิดที่เป็นจีเอ็มโอ และอยู่ระหว่างการใช้กับผู้ป่วยกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก เช่น
อินซูลิน ที่ใช้รักษากับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน หรือยาประเภทแอนตี้ไบโอติก
รวมทั้งมีผู้ป่วยอีกหลายสิบล้านคน ที่รอผลการวิจัยตัวยาชนิดใหม่ ที่มีแนวโน้มว่าจะ
มาจาก การตัดต่อพันธุกรรมอีกกว่า 350 ชนิด นอกจากนี้ยังพบว่า 75% ของ
เอนไซม์ ที่ใช้ผลิตเนยแข็งทั่วโลก ยีสต์ที่นำมาใช้ประโยชน์ เกือบทุกชนิดในโลก
หรือแม้กระทั่ง เอนไซม์ที่อยู่ในผงซักฟอก ก็มาจากการตัดต่อพันธุกรรมค่ะ
กลับออกไปมองทั่วโลกกันอีกทีค่ะ ขณะที่มีการต่อต้านจีเอ็มโอกันอยู่นี้ ก็ได้การ
ทดลองการตัดต่อพันธุกรรมกับพืช ไปแล้วกว่า 4,500 ชนิด มีปริมาณการซื้อขายกัน
ในท้องตลาด กว่า 3,000 ล้านบาท ดังนั้น หากถามว่า เราอยู่ห่างไกลจีเอ็มโอกันไหม
คำตอบสุดท้ายก็คือ "ไม่" และยิ่งนับวันจะใกล้เข้าไปทุกที แม่อบเชยว่า วิทยาการ
ทุกอย่าง เป็นดาบ 2 คมค่ะ อยู่ที่ว่าเราจะนำมาใช้อย่างไร ระมัดระวังเพียงใด เพราะ
หากใช้อย่างไม่มีสติก็อาจฉวยพลาดพลั้งจบเห่ได้ง่ายๆ แต่หากรู้จักนำมาใช้ให้ถูกทิศ
ถูกทางก็อาจจะช่วยให้อะไรหลายอย่างก้าวหน้าไปอีกเยอะเหมือนกันนะคะ แม่อบเชย
อาจจะได้รายงานข้อมูลใหม่ ๆ เพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้โดยที่ไม่ต้องนับนิ้วรอก็ได้ค่ะ

ThaiFoodDB

อาหารไทย | สูตรอาหารไทย | รู้ไว้ใช่ว่า

Copyright ฉ 2000 Thaifood DB dot com. All rights reserved.
For more information please contact webcookie